การขายสินค้าแบบมัดรวมคือการนำสินค้าหลายชิ้นมารวมกันแล้วขายในราคาเดียว ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มยอดขายแล้ว ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ทั้งการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นและช่วยให้คุณระบายสต็อกสินค้าได้ด้วย การขายแบบรวมเป็นเทคนิคทางการตลาดที่ธุรกิจต่างๆ
การรวบรวมสินค้าหรือบริการหลายรายการเข้าด้วยกันเป็นข้อเสนอเดียว แทนที่จะขายสินค้าแยกกัน บริษัทต่างๆ จะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อแบบรวมเป็นชุด ซึ่งมักถูกมองว่าคุ้มค่าและคุ้มค่ากว่า
ในตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ กำลังมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย ดึงดูดลูกค้า และมอบคุณค่าที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิธีการหนึ่งที่ทรงพลังและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลในทุกอุตสาหกรรม คือการขายแบบรวมกลุ่มหรือที่รู้จักกันในชื่อ การรวมสินค้าหรือบริการเข้าด้วยกัน กลยุทธ์การตลาดออนไลน์นี้เกี่ยวข้องกับการนำเสนอสินค้าหรือบริการสองรายการหรือมากกว่าพร้อมกันในราคารวม ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคารวมของสินค้าหรือบริการแต่ละรายการ
Bundle Selling คืออะไร?
การขายแบบรวมเป็นเทคนิคทางการตลาดที่ธุรกิจต่างๆ รวบรวมสินค้าหรือบริการหลายรายการเข้าด้วยกันเป็นข้อเสนอเดียว แทนที่จะขายสินค้าแยกกัน บริษัทต่างๆ จะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อแบบรวมเป็นชุด ซึ่งมักถูกมองว่าคุ้มค่าและคุ้มค่ากว่า
ตัวอย่างเช่น:
แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอาจเสนอ“ชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบครบชุด”ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โทนเนอร์ เซรั่ม และมอยส์เจอร์ไรเซอร์
บริการจัดส่งอาหารอาจให้บริการ”ชุดอาหาร”ที่ประกอบด้วยอาหารจานหลัก ของหวาน และเครื่องดื่ม
บริษัทซอฟต์แวร์อาจขาย”ชุดธุรกิจ”ที่ประกอบด้วยเครื่องมือการจัดการโครงการ การสื่อสาร และการวิเคราะห์ในแพ็คเกจเดียว
ประโยชน์ของการขายแบบรวมในการตลาดออนไลน์
เพิ่มมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV)
ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อซื้อแบบเป็นชุดสินค้า เมื่อเทียบกับการซื้อผลิตภัณฑ์แยกชิ้น วิธีนี้ช่วยเพิ่มรายได้ต่อธุรกรรมของคุณ
กระตุ้นให้ลูกค้าได้ลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น
การรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Bundling) ช่วยให้ลูกค้าได้รู้จักผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน การรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำในอนาคต
ช่วยเพิ่มมูลค่าที่รับรู้
ลูกค้ามักมองว่าการซื้อแบบรวมเป็นข้อเสนอที่ดีกว่า แม้ว่าจะประหยัดได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม การรับรู้ทางจิตวิทยาที่ว่า “ได้มากในราคาที่ถูกลง” เป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ
ช่วยเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังที่เคลื่อนไหวช้า
ธุรกิจสามารถรวมสินค้าขายดีกับสินค้าที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ทำให้เคลียร์สต๊อกได้ง่ายขึ้นในขณะที่ยังคงรักษาผลกำไรไว้ได้
ปรับปรุงความภักดีของลูกค้า
การเสนอแพ็คเกจที่ปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวและเอาใจใส่ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ประเภทของกลยุทธ์การขายแบบรวม
ผลิตภัณฑ์ Pure Bundle
มีจำหน่ายเฉพาะแบบรวมแพ็กเกจเท่านั้น ไม่สามารถแยกจำหน่ายได้ ตัวอย่างเช่น บริการสมัครสมาชิกมักจะใช้รูปแบบนี้
ลูกค้าสามารถซื้อ แบบรวมสินค้า (Mixed Bundle)
ได้โดยแยกสินค้าหรือซื้อเป็นชุด วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและสามารถเลือกชุดสินค้าที่คุ้มค่ากว่าได้
การรวมสินค้า เสริมเข้า
ด้วยกัน เช่น กล้องพร้อมการ์ดหน่วยความจำและขาตั้งกล้อง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า
ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (BOGO)
โปรโมชั่นยอดนิยมที่ลูกค้าจะได้รับสินค้าฟรีหรือส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าชิ้นอื่น
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการขายแบบรวมออนไลน์
เข้าใจความต้องการของลูกค้า : ออกแบบชุดสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ไม่ใช่แค่สต๊อกสินค้าส่วนเกิน
เสนอมูลค่าที่แท้จริง : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าราคาที่รวมกันนั้นน่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับการซื้อรายการแยกกัน
เรียบง่ายเข้าไว้ : สินค้ามากเกินไปในแพ็คเดียวอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกสับสน เน้นการผสมผสานที่ใช้งานได้จริง
เน้นส่วนลดอย่างชัดเจน : แสดงราคาเดิมเทียบกับราคารวมเพื่อเน้นส่วนลด
ทดสอบและเพิ่มประสิทธิภาพ : ใช้การทดสอบ A/B เพื่อค้นหาข้อเสนอชุดผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของคุณมากที่สุด
ตัวอย่างการขายแบบรวมในการตลาดออนไลน์
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซ : ผู้ค้าปลีกแฟชั่นสร้างชุดชุดตามฤดูกาล เช่น “Summer Essentials Pack”
อาหารและเครื่องดื่ม : ร้านอาหารนำเสนอชุดอาหารคอมโบที่จับคู่จานยอดนิยมเข้าด้วยกันในราคาลดพิเศษ
ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล : หลักสูตรออนไลน์จำหน่ายในรูปแบบ “แพ็คเกจการเรียนรู้” ที่รวมบทเรียนหลายบทเรียนเข้าด้วยกัน
เทคโนโลยีและอุปกรณ์ : ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รวมสมาร์ทโฟนเข้ากับอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องชาร์จและเคส
การขายแบบรวมกลุ่มไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ด้านราคาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ทรงพลังที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า กระตุ้นยอดขาย และเสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์ เมื่อดำเนินการอย่างดี จะสร้างสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ นั่นคือ ลูกค้าจะได้รับคุณค่าและความสะดวกสบายที่มากขึ้น ขณะที่ธุรกิจมีกำไรที่ดีขึ้นและเติบโตในระยะยาว