พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกเหนือจากการพิมพ์คำค้นหา ลงในเครื่องมือค้นหาแล้ว ปัจจุบันผู้ใช้งานจำนวนมากยังหันมาใช้สมาร์ตโฟน ลำโพงอัจฉริยะ ระบบในรถยนต์ และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ เพื่อค้นหาข้อมูลด้วยเสียง พัฒนาการนี้ได้สร้างโอกาสสำคัญให้กับธุรกิจและนักการตลาดดิจิทัลผ่านสิ่งที่เรียกว่า Voice Search Optimization
Voice Search Optimization (VSO) คือการปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาบนโลกออนไลน์ เพื่อให้ Search Engine และ AI Voice Assistants (เช่น Google Assistant, Siri, Alexa) ดึงข้อมูลไปตอบคำถามผู้ใช้ที่ค้นหาด้วยเสียงได้แม่นยำที่สุด
กลไกการทำงานของ Voice Search Optimization แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลัก คือ กระบวนการทำงานของระบบประมวลผลและกลยุทธ์การปรับแต่งเนื้อหา
Voice Search Optimization คือกระบวนการปรับปรุงเนื้อหาออนไลน์ให้มีโอกาสสูงขึ้นที่จะถูกระบบค้นหาด้วยเสียงเข้าใจ เลือกและนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากการค้นหาแบบดั้งเดิมตรงที่การค้นหาด้วยเสียงมักมาในรูปแบบของประโยคคำถามที่สมบูรณ์และถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติเหมือนการสนทนา มากกว่าจะเป็นเพียงการรวมคำค้นหาสั้นๆ เข้าด้วยกัน
การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Voice Search Optimization จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
Voice Search Optimization คืออะไร?
Voice Search Optimization คือกลยุทธ์ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์และเนื้อหาดิจิทัลให้เหมาะสมกับการค้นหาผ่านภาษาพูด
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจพิมพ์คำค้นหาว่า:
“ร้านอาหารอิตาเลียน กรุงเทพฯ”
แต่หากเป็นการค้นหาด้วยเสียง บุคคลเดียวกันอาจถามว่า:
“หาร้านอาหารอิตาเลียนอร่อยๆ ใกล้ฉันได้ที่ไหนบ้าง?”
คำค้นหาแบบที่สองนี้มีลักษณะเหมือนการสนทนาและมีบริบทเพิ่มเติม เครื่องมือค้นหาจำเป็นต้องเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำถามนั้นก่อนที่จะแสดงผลลัพธ์หรือคำตอบออกมา
ดังนั้น Voice Search Optimization จึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องคำค้นหา (keywords) เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเจตนาในการค้นหา (search intent) ภาษาที่เป็นธรรมชาติ บริบท ข้อมูลเชิงพื้นที่ (local information) และความสามารถของเนื้อหาในการให้คำตอบที่ตรงประเด็น
ระบบค้นหาด้วยเสียงทำงานอย่างไร?
กระบวนการค้นหาด้วยเสียงประกอบด้วยหลายขั้นตอน แม้ว่าเทคโนโลยีเฉพาะทางจะแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม แต่กลไกการทำงานโดยทั่วไปสามารถอธิบายได้ดังนี้:
1. ผู้ใช้งานพูดคำค้นหา
กระบวนการเริ่มต้นเมื่อผู้ใช้งานถามคำถามหรือออกคำสั่งผ่านอุปกรณ์ที่รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง
ตัวอย่างเช่น:
“ซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดกี่โมง?”
“วิธีทำแกงเขียวหวานทำอย่างไร?”
“กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กคืออะไร?”
“ร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน?”
แตกต่างจากการค้นหาด้วยข้อความแบบดั้งเดิม คำค้นหาด้วยเสียงมักมีลักษณะเหมือนการสนทนาทั่วไปในชีวิตประจำวัน
นั่นหมายความว่าเว็บไซต์จำเป็นต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับรูปแบบการพูดที่เป็นธรรมชาติของผู้คน
2. ระบบจดจำเสียงแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ
จากนั้นอุปกรณ์จะใช้เทคโนโลยีจดจำเสียง เพื่อวิเคราะห์เสียงของผู้ใช้งานและแปลงคำพูดให้เป็นข้อความดิจิทัล
ระบบจดจำเสียงสมัยใหม่สามารถประมวลผลสำเนียง รูปแบบการพูด และสำนวนการสนทนาที่หลากหลายได้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องช่วยให้ระบบเหล่านี้เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้พูดออกมาจริงๆ
สำหรับนักการตลาด นี่หมายความว่าการปรับแต่งเนื้อหาโดยเน้นแค่คำค้นหา สั้นๆ ที่พิมพ์ลงไปนั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เนื้อหาควรครอบคลุมถึงวลีที่เป็นธรรมชาติซึ่งผู้คนมักพูดออกมาจริงๆ ในชีวิตประจำวันด้วย
3. เครื่องมือค้นหาตีความหมาย
หลังจากแปลงเสียงพูดเป็นข้อความแล้ว ระบบค้นหาจะพยายามทำความเข้าใจความหมายและเจตนาที่อยู่เบื้องหลังคำค้นหานั้น
ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนถามว่า:
“หาซื้ออาหารเพื่อสุขภาพแบบพร้อมทานใกล้ฉันได้ที่ไหนบ้าง?”
เครื่องมือค้นหาอาจต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการ:
ผู้ใช้กำลังมองหาสินค้าหรือบริการ
ผู้ใช้อาจมีความต้องการค้นหาข้อมูลในพื้นที่ใกล้เคียง
ผู้ใช้สนใจเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ
ผู้ใช้ต้องการทางเลือกอาหารพร้อมทานที่สะดวกสบาย
วลี “ใกล้ฉัน” บ่งบอกว่าสถานที่ตั้งอาจเป็นปัจจัยสำคัญ
ขั้นตอนนี้แสดงให้เห็นว่าทำไม “เจตนาในการค้นหา” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการปรับแต่งเว็บไซต์สำหรับการค้นหาด้วยเสียง
4. เครื่องมือค้นหาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เมื่อตีความคำค้นหาแล้ว เครื่องมือค้นหาจะค้นหาข้อมูลในดัชนี (Index) ของตนและประเมินเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง
มีสัญญาณ SEO หลายอย่างที่ส่งผลต่อการพิจารณาว่าข้อมูลใดมีประโยชน์ เช่น ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา, ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ (Authority), การเข้าถึงได้ในเชิงเทคนิค, คุณภาพของหน้าเว็บ, ข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured Data) และสัญญาณการค้นหาในพื้นที่
เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตอบคำถามของผู้ใช้ได้อย่างชัดเจนจะมีโอกาสปรากฏในผลการค้นหาได้ดีกว่า
5. ระบบเลือกหรือนำเสนอคำตอบ
ในขั้นตอนสุดท้าย ผู้ช่วยอัจฉริยะอาจให้คำตอบด้วยเสียง แสดงผลการค้นหาบนหน้าจอ หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการค้นหาด้วยเสียงอาจแสดงผลลัพธ์หรือให้คำตอบได้จำกัดกว่าเมื่อเทียบกับหน้าผลการค้นหาแบบดั้งเดิม
ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ จึงควรสร้างเนื้อหาที่เครื่องมือค้นหาเข้าใจได้ง่าย และผู้ใช้ก็สามารถรับข้อมูลได้ง่ายเช่นกัน
ทำไมคำค้นหาแบบภาษาพูดถึงสำคัญ
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งระหว่าง SEO แบบดั้งเดิมกับการปรับแต่งสำหรับการค้นหาด้วยเสียง คือความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของคำค้นหาแบบภาษาพูด
ผู้คนไม่ได้พูดเหมือนกับเวลาที่พิมพ์เสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น การค้นหาแบบดั้งเดิมอาจเป็นคำว่า:
“อาหารไทยที่ดีที่สุด กรุงเทพฯ”
แต่คำค้นหาด้วยเสียงอาจเป็นประโยคว่า:
“ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ มีร้านไหนบ้าง?”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ:
“อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่ให้อาหารทางสายยาง”
เปรียบเทียบกับ:
“อาหารสำหรับให้อาหารทางสายยางแบบไหนที่เหมาะกับหรือผู้สูงอายุ?”
รูปแบบที่สองนี้มีความเป็นธรรมชาติและเฉพาะเจาะจงมากกว่า ดังนั้น ธุรกิจจึงได้รับประโยชน์จากการระบุคำค้นหา (keyword) ที่ยาวขึ้นและอยู่ในรูปแบบคำถาม ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการพูดของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้เคียง
ความสำคัญของ Long-Tail Keywords
การค้นหาด้วยเสียง มักประกอบด้วยจำนวนคำที่มากกว่าการค้นหาแบบปกติ ซึ่งทำให้ Long-Tail Keywords มีประโยชน์อย่างยิ่ง
Long-Tail Keywords คือวลีค้นหาที่ยาวและมีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งมักสะท้อนถึงเจตนาหรือความต้องการของผู้ใช้งานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
ตัวอย่างเช่น:
“ไอเดียธุรกิจอาหารทำขายที่บ้านที่ดีที่สุด”
“วิธีเริ่มต้นขายอาหารจากที่บ้าน”
“วิธีเลือกอาหารสำหรับผู้สูงอายุ”
“สถานที่ท่องเที่ยวในไทยช่วงฤดูหนาว”
“Voice Search Optimization ทำงานอย่างไร”
แทนที่จะมุ่งเน้นแค่คำค้นหากว้างๆ อย่าง “การตลาดออนไลน์” ธุรกิจสามารถสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวข้องกับการตลาดออนไลน์ได้
แนวทางนี้ช่วยดึงดูดผู้เข้าชมที่มีความสนใจหรือความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว
เนื้อหาในรูปแบบคำถามช่วยสนับสนุน Voice Search
การค้นหาด้วยเสียงจำนวนมากมักมาในรูปแบบของคำถาม ดังนั้น การสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามที่พบบ่อยจึงเป็นกลยุทธ์ VSO (Voice Search Optimization) ที่มีประสิทธิภาพ
รูปแบบคำถามที่เป็นประโยชน์ ได้แก่:
อะไรคือ…?
…ทำงานอย่างไร?
ทำไมถึง…?
จะหา…ได้ที่ไหน?
ควรทำ…เมื่อไหร่?
…ราคาเท่าไหร่?
อันไหนดีกว่ากัน…?
เว็บไซต์อาจสร้างส่วนคำถามที่พบบ่อย (FAQ) หรือบทความเฉพาะที่ตอบคำถามเหล่านี้โดยตรง
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะสร้างหน้าเว็บที่มีหัวข้อเพียงแค่ “Voice Search Optimization” ธุรกิจอาจรวมหัวข้อต่างๆ เช่น:
Voice Search Optimization คืออะไร?
Voice Search ทำงานอย่างไร?
ทำไม Voice Search ถึงสำคัญต่อ SEO?
ธุรกิจจะปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับ Voice Search ได้อย่างไร?
คำค้นหา (Keyword) แบบไหนที่เหมาะกับ Voice Search ที่สุด?
โครงสร้างลักษณะนี้ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและเครื่องมือค้นหาเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น
Local SEO มีความสำคัญเป็นพิเศษ
Voice Search และการตลาดในท้องถิ่น มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ผู้ใช้งานมักค้นหาข้อมูลโดยอิงจากสถานที่ เช่น:
“ร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน?”
“หาร้านกาแฟใกล้ฉัน”
“ร้านนี้ปิดกี่โมง?”
“ร้านขายยาไหนเปิดอยู่บ้างตอนนี้?” ธุรกิจที่ให้บริการในพื้นที่เฉพาะเจาะจงจึงควรให้ความสำคัญกับ Local SEO เป็นพิเศษ
ข้อมูลสำคัญที่ควรมีได้แก่:
ชื่อธุรกิจ
ที่อยู่
หมายเลขโทรศัพท์
เวลาทำการ
หมวดหมู่ธุรกิจ
พื้นที่ให้บริการ
เว็บไซต์
รีวิวจากลูกค้า
การรักษาข้อมูลธุรกิจให้ถูกต้องและตรงกันในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจธุรกิจและตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจได้ง่ายขึ้น
เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบนมือถือเป็นสิ่งจำเป็น
การค้นหาด้วยเสียง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาอื่นๆ ทำให้ความสามารถในการใช้งานบนมือถือกลายเป็นส่วนสำคัญของการทำ Voice Search Optimization
เว็บไซต์ที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้:
โหลดข้อมูลได้รวดเร็ว
แสดงผลได้ดีบนหน้าจอมือถือ
ใช้ข้อความที่อ่านง่าย
มีระบบนำทาง (Navigation) ที่เรียบง่าย
ให้ข้อมูลที่ชัดเจน
หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่รบกวนการใช้งาน
ใช้การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยแบบ HTTPS
เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างทางเทคนิคที่ดีจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับทั้งผู้ใช้งานและเครื่องมือค้นหา
Structured Data ช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น
Structured Data (ข้อมูลที่มีโครงสร้าง) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีประโยชน์ในการทำ SEO ยุคใหม่
Structured Data จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าเว็บในรูปแบบที่เครื่องมือค้นหาสามารถตีความได้ง่ายขึ้น
ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ ข้อมูลที่มีโครงสร้างอาจระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น:
สินค้า
บทความ
กิจกรรม/อีเวนต์
ธุรกิจ
องค์กร
สูตรอาหาร
รีวิว
คำถามที่พบบ่อย
แม้ว่า Structured Data จะไม่ได้การันตีว่าเว็บไซต์จะถูกเลือกให้นำเสนอเป็นคำตอบสำหรับการค้นหาด้วยเสียงเสมอไป แต่การให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเครื่องมือสามารถอ่านได้จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาและบริบทของหน้านั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
เนื้อหาควรให้คำตอบที่ตรงประเด็น
ระบบผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงถูกออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เนื้อหาจึงไม่ควรทำให้ผู้ใช้ต้องไล่หาคำตอบง่ายๆ ท่ามกลางข้อความจำนวนมาก
แนวทางที่ดีคือการให้คำตอบที่กระชับและตรงประเด็นไว้ในช่วงต้นของส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงตามด้วยคำอธิบายเพิ่มเติม
ยกตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับ Voice Search Optimization อาจเริ่มต้นส่วนเนื้อหาด้วยประโยคที่ตรงประเด็นว่า:
“Voice Search Optimization คือกระบวนการปรับปรุงเนื้อหาดิจิทัล เพื่อให้เครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจและนำเสนอเนื้อหานั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการค้นหาด้วยเสียง” จากนั้นบทความสามารถอธิบายแนวคิดนั้นได้อย่างละเอียดมากขึ้น
โครงสร้างนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้และทำให้เนื้อหาเข้าใจง่ายขึ้น
ภาษาธรรมชาติและ SEO เชิงความหมาย
การเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาด้วยเสียงมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ SEO เชิงความหมาย
SEO เชิงความหมายมุ่งเน้นไปที่ความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดต่างๆ มากกว่าการพึ่งพาเฉพาะการจับคู่คำหลักที่ตรงเป๊ะ
ตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับธุรกิจอาหารออนไลน์อาจกล่าวถึง:
การจัดส่งอาหาร
การสั่งซื้อออนไลน์
การตลาดดิจิทัล
โซเชียลมีเดีย
รีวิวจากลูกค้า
SEO ท้องถิ่น
การถ่ายภาพอาหาร
การโฆษณาออนไลน์
แนวคิดที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ช่วยให้บริบทเกี่ยวกับหัวข้อหลักสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เป้าหมายไม่ใช่การใช้คำหลักซ้ำๆ มากเกินไป แต่เป็นการสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมและตรงประเด็นอย่างแท้จริง
วิธีที่ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างการค้นหาด้วยเสียงได้
กลยุทธ์
ธุรกิจสามารถดำเนินการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อรองรับการค้นหาด้วยเสียงได้ผ่านกระบวนการที่นำไปปฏิบัติได้จริง ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: ระบุคำค้นหาในรูปแบบภาษาพูด
ค้นหาคำถามที่ลูกค้ามีแนวโน้มจะถามด้วยการพูด
พิจารณาจาก:
คำถามของลูกค้า
คำแนะนำจากระบบค้นหา
คำถามที่พบบ่อย
บทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย
บทสนทนากับฝ่ายบริการลูกค้า
การวิจัยคำค้นหาแบบ Long-tail (คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงและยาวกว่าปกติ)
เป้าหมายคือการเข้าใจว่าลูกค้าอธิบายปัญหาของตนเองด้วยภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติอย่างไร
ขั้นตอนที่ 2: จับคู่เนื้อหากับเจตนาในการค้นหา
คำค้นหาแต่ละแบบควรจับคู่กับประเภทเนื้อหาที่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่น:
“What is…” (คืออะไร…) → เนื้อหาเชิงให้ความรู้
“How to…” (ทำอย่างไร…) → คู่มือหรือวิธีการทำ (Tutorial/Guide)
“Where is…” (อยู่ที่ไหน…) → ข้อมูลสถานที่ในท้องถิ่น
“How much…” (ราคาเท่าไหร่…) → ข้อมูลราคาหรือการเปรียบเทียบราคา
“Best…” (ดีที่สุด…) → เนื้อหาแนะนำหรือเปรียบเทียบสิ่งที่ดีที่สุด
การเข้าใจเจตนาช่วยให้ธุรกิจสร้างหน้าเว็บที่ตอบโจทย์เหตุผลเบื้องหลังการค้นหานั้นๆ ได้
ขั้นตอนที่ 3: สร้างเนื้อหาในรูปแบบคำถามและคำตอบ
จัดทำบทความ หน้า FAQ คู่มือ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ตอบคำถามที่ลูกค้าถามจริงๆ
คำตอบควรมีความชัดเจน ถูกต้อง และเข้าใจง่าย
ขั้นตอนที่ 4: ปรับปรุง Local SEO
ธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือสถานที่ตั้งจริงควรดูแลข้อมูลธุรกิจให้ถูกต้องและปรับปรุงการปรากฏตัวบนระบบค้นหาในระดับท้องถิ่น (Local presence)
สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการค้นหาที่มีคำว่า “near me” (ใกล้ฉัน) “nearby” (ใกล้เคียง) หรือระบุชื่อสถานที่เฉพาะเจาะจง
ขั้นตอนที่ 5: ปรับปรุง Technical SEO
ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Search Engine สามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปรับปรุงทางเทคนิคอาจรวมถึง:
เพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ
ปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ (Mobile optimization)
โครงสร้างเว็บไซต์ที่เป็นระบบและเข้าใจง่าย
การทำ Internal linking (ลิงก์ภายในเว็บไซต์)
ความปลอดภัยด้วย HTTPS
หน้าเว็บที่ระบบค้นหาเข้ามาเก็บข้อมูลได้ (Crawlable pages)
การใช้ Metadata ที่เหมาะสม
การใช้ Structured data ในจุดที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 6: วัดผลประสิทธิภาพ
ธุรกิจควรติดตามผลการทำงานของเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง
ตัวชี้วัดที่มีประโยชน์อาจรวมถึง:
ปริมาณผู้เข้าชมจากการค้นหาแบบปกติ (Organic search traffic)
จำนวนการแสดงผลในการค้นหา (Search impressions)
อัตราการคลิกเข้าชม (Click-through rates)
อันดับผลการค้นหาสำหรับคำค้นหาแบบภาษาพูด
การมองเห็นในการค้นหาในท้องถิ่น (Local search visibility)
การมีส่วนร่วม (Engagement)
อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Conversions)
ข้อมูลการค้นหาด้วยเสียงอาจไม่ได้ถูกรายงานแยกเป็นหมวดหมู่เสมอไป นักการตลาดจึงควรวิเคราะห์ประสิทธิภาพการค้นหาแบบปกติ (Organic) และการค้นหาในท้องถิ่น (Local) ในภาพรวมควบคู่กันไป
การปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อรองรับการค้นหาด้วยเสียง (VSO) เป็นมากกว่าแค่การเพิ่มคำค้นหา (Keywords)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ VSO หมายถึงเพียงแค่การเพิ่มคำค้นหาแบบภาษาพูดลงในเนื้อหา SEO ที่มีอยู่เดิม
ในความเป็นจริงแล้ว การทำ VSO ให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่านั้น
ธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งต่อไปนี้:
สิ่งที่ผู้ใช้ถาม + เหตุผลที่ถาม + รูปแบบภาษาที่ใช้ถาม + ข้อมูลที่ต้องการ + สถานที่ที่ผู้ใช้กำลังค้นหาข้อมูลอยู่ นั่นหมายความว่า VSO มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทั้ง SEO แบบดั้งเดิม, Content Marketing, Local SEO, Technical SEO และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience)
อนาคตของการค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) ในการตลาดออนไลน์
เทคโนโลยีด้านเสียงมีแนวโน้มที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้าใจภาษาธรรมชาติและบริบทต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
ประสบการณ์ในการค้นหาอาจเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการสนทนามากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถถามคำถามต่อเนื่องได้ แทนที่จะต้องค้นหาข้อมูลแต่ละอย่างแยกกันทีละครั้ง
สำหรับนักการตลาด นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะก้าวข้ามการยึดติดกับคำค้นหา (Keyword) แบบแยกส่วน แล้วหันมาพัฒนาเนื้อหาที่รองรับเส้นทางของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร
ธุรกิจที่หมั่นเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ น่าเชื่อถือ และมีการจัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างดี จะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเมื่อการค้นหาเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การสนทนามากขึ้น
การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อรองรับการค้นหาด้วยเสียง (Voice Search Optimization หรือ VSO) คือการปรับเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับวิธีการพูดและตั้งคำถามตามธรรมชาติของผู้คน กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การจดจำเสียง การตีความคำค้นหา การคัดเลือกผลลัพธ์การค้นหา ไปจนถึงการนำเสนอข้อมูลที่ตรงประเด็นผ่านอุปกรณ์ที่รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง
